Misssophie7artdolls

Wednesday, 30 December 2009

In the wrong place @ the wrong time


Acrylic 35x50 cm Dec 30 2009

บางครั้ง ชีวิตก็อาจอยู่ผิดที่ผิดทางผิดเวลา แต่เราจะผ่านวันที่เลวร้ายนั้นไปได้ เพียงแต่ขอให้เข้มแข็งและอดทน หวังว่า ปีหน้า ชีวิตคงจะดีขึ้นบ้าง

ถุงกระดาษ

ลองวาดบนกระดาษถุงเหลือใช้ กับกระดาษห่อของขวัญราคาถูก ก็ออกมาสวยดีเหมือนกัน

Early morning rain





water colour 22x17 cm
Holy cow! It’s raining (Wednesday morning 30 December 09: 9:22 am) Bangkok's weather is getting weirder than ever.

Monday, 28 December 2009

Card For Friend


จันทร์ 28 ธันวาคม 52 mix media on paper
นึกครึ้มใจเขียนภาพให้พี่นักข่าว

Sunday, 27 December 2009

Playing Circus


Playing Circus

Acrylic ขนาด 50x70"
บ่ายวันอาทิตย์แล้ว ยังเก็บรายละเอียดไม่หมด ต้องสะสางงาน (งานจริง งานบ้าน) อีกเพียบ
พฤหัสหน้า จะได้หยุดยาวววว ถึงวันจันทร์เลย คาดว่าน่าจะได้วาดรูปใหม่ออกอีก

Saturday, 26 December 2009

โลกของฉัน

ขนาดภาพ 35x50" My world
จงดีใจที่ยังมีโอกาสได้เป็นผู้ให้

คืนคริสมาสของฉัน แม้จะเงียบเหงาไปบ้าง (ซึ่งก็เหมืนทุกๆปี) แต่ในช่วงระหว่างวัน ฉันได้มอบของขวัญชิ้นเล็กๆให้รปภ. แม่บ้าน น้อง และเพื่อนร่วมงาน เป็นวันที่มีความสุขที่ได้ให้โดยไม่หวังจะได้รับสิ่งใดตอบแทน

ได้ดูแลคนที่รักและเป็นอีกคืนที่ฉันวาดรูปจนเสร็จอีกหนึ่งใบ
Merry Christmas to you all.
26 DEC 09


Tuesday, 22 December 2009

Warm X mas

ภาพเขียนประจำเดือนธันวาคม
อากาศอบอุ่นมากมาย ความหนาวเย็นหายไปไหนหนอ....อากาศเปลี่ยนแปลงไปมากจนตระหนกว่า ภาวะโลกร้อนมันทรงอิทธิพลซะเหลือเกิน
ฉันลุกขึ้นมาเขียนรูปอีกรอบ เอาแบบตามอารมณ์ ทั้งๆ ที่วาดแบบร่างไว้ก่อนหน้าแล้ว แต่mood มันซึมๆ เซ็งๆ เบื่อๆ ก็เลยได้ภาพชุดสาวผมแดงนี้ออกมา

ภาพเขียนของคืนวันจันทร์ที่ 21ธันวาคม 2552

ภาพเขียนของคืนวันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม 2552



วันที่ 19 ธันวาคม 2552


ภาพถ่ายเมื่อเย็นวันที่ 21 ธันวาคม 52 จากวิวห้องนั่งเล่น เหงาดีมั้ย่ะ บรรยากาศฤดูใบไม้ร่วง แต่ไม่หนาว




Wednesday, 16 December 2009

ภาพร่างสำหรับทำการ์ดแจก

ภาพร่าง

โปรเจคใหม่

กะว่า วันเสาวร์อาทิตย์ที่จะถึงจะลงมือเขียนภาพนี้ลงผ้าใบซะหน่อย

Sunday, 13 December 2009

ไชโย ที่2 ก็ยังดี



ไชโย....ที่ 2 ก็ยังดี

ข่าวจาก Manager Online : เป้าเคลื่อนที่ 10 เมตรทีมชาย ปรากฏว่า เวียดนาม ทำรวมไป 1,674 คะแนน ซิวเหรียญทอง อีกทั้งในประเภทบุคคลก็กวาดทั้งเหรียญทอง, เงิน และ ทองแดง ส่วนทีมไทย ซึ่งประกอบด้วย วิษณุ กล่อมใจ, มงคลชัย มีชู และ สารมนต์ เจรียงจิต ช่วยกันคว้าเหรียญเงิน ยิงรวมกันไป 1,605 คะแนน เหรียญทองแดงตกเป็นของ อินโดนีเซีย ที่ 1,579 คะแนน

ขอแสดงความยินดีกับน้องชายสุดหล่อด้วย เอ้าแม่ โม้ได้เลย

Last day of Holiday (1)

ราตรี...และ บุปผา...
เต้นรำกับแมวดำ


สมุดโน๊ต
พรุ่งนี้ก็ต้องไปทำงานแล้ว หลังจากหยุดมา 4 วันติด เห็นสมุดโน๊ตเล่มเล็กที่เพื่อนแจกในงานวันแต่งงานปกไม่สวยง่ะ อยากจะใช้ เลยต้องเปลี่ยนใหม่ ลงมือปรุงโฉมซะเลย ไม่ขอเอาปกเก่ามาลง เดี๋ยวโดนด่า อิอิ



วัดขนาด แล้ววาดลงบนกระดาษหนา 300แกรม ด้วยสีอะคริลิคที่เหลือค้างในจานจากเมื่อวาน




เสร็จแล้ว ตัดตามขนาดแล้วใส่ห่วงคล้องคอ

ด้านหลัง








Saturday, 12 December 2009

บ้าเห่อ


บ้าเห่อ...วาดภาพคู่กะกำแพงเมืองจีนซะหน่อย ทั้งๆที่ยังไม่ได้ไป อิอิ

เมื่อตกลงใจกันได้ว่า ปลายเดือนมกราคม 53สองคนตายาย จะเอาเงินที่เก็บหอมรอมริบเดือนละเล็กละน้อย

จ่ายค่าทัวร์ไปเที่ยวปักกิ่ง เยือนหิมะกัน


ไปทั้งที ต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์เขาหน่อย ไม่งั้นมันก็เหมือนไปดูสถาปัตยกรรมโบราณ ไม่เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร

เปลืองตังค์ป่าวๆ


ฉันอ่านประวัติศาสตร์จีนคร่าวๆ พอได้กลิ่น ไล่เรียงมาตั้งแต่ยุคราชวงศ์เซี่ย ก่อนคริสกาล จนถึงยุคราชวงศ์ชิง

เข้าสู่ยุคชาตินิยม พรรคกั๋วหมินตั๋ง ของ ดร.ซุนยัดเซ็น ต่อด้วย พรรคคอมมิวนิสต์ของประธานเหมาเจ๋อตง

ผู้นำจีนไปสู่การปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งแน่นอนว่า ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงมีการสูญเสียเกิดขึ้นมากมาย

แม้แต่คนฉลาดอย่างประธานเหมาก็ตัดสินใจผิดพลาดมาเยอะ คนตายไปก็แยะ กว่าจีนจะมาเป็นยักษ์ใหญ่

ทางเศรษฐกิจได้ เขาสูยเสียและเรียนรู้มาไม่น้อย ดีที่ว่าพลเมืองเขาเยอะ ทรัพยากรมหาศาล มันเลยไม่กระทบ

กระเทือนมากนัก


จบประวัติศาสตร์ก็ต่อด้วย อาหารว่าเขากินอะไรกันอย่างไร เพราะคุณตาเนี้ย เขากินยากกินเย็นเหลือเกิน

เกรงว่า อาหารจะไม่ถูกปาก เราก็ต้องหาทางหนีทีไล่ไว้บ้าง ง่ายๆ เลย รู้ว่าที่ปักกิ่งแมคโดนัล อันละ 50 บาทพอ




Friday, 11 December 2009

หัดเขียน หัดวาด

หัดเขียนหัดวาด
หลังจากโดนมรสุมข้าราชการบ้าอำนาจ.......เล่นงานอย่างไม่ทันตั้งตัว ถูกโยกย้ายให้ไปปฎิบัติหน้าที่ในงานที่ไม่ตรงกับสายอาชีพที่เรียนมาแม้แต่น้อย สภาพจิตใจก็ปั่นป่วน งุนงง หาทางออกให้กับอนาคตไม่ได้ ไม่อยากฟ้องร้อง (ขี้เกียจ ) ถึงแม้จะรู้ว่า งานนี้มีสิทธิชนะก็ตามที ไม่มีสาระประโยชน์อันใด เพราะใจจริง ก็ไม่อยากทำงานอยู่ที่เดิมอยู่แล้ว ไม่อยากส่งเสริมคนเลวให้ได้ดี ว่างั้นเถอะ
แต่ มันก็รู้สึกย่ำแย่มากมาย คำพูดที่ว่า เราต้องรู้จักใช้วิกฤติให้เป็นโอกาส มันกระโดดขึ้นลงอยู่ในหัวตลอด โอกาสอะไรดีวะ เอางี้ เราชอบทำอะไรบ้าง ที่ไม่มีโอกาสได้ทำเลย เพราะมัวแต่ไปทุ่มเทกับงานประจำ อั้นแน่ งานศิลปะไง สีน้ำ คือ สิ่งที่เคยทำอยู่ ก็หาซื้ออุปกร์มาครบครัน แต่พอมาหาข้อมูลในเน็ต (เป็นพวกจะทำอะไรก็ต้องมีข้อมูลก่อน โรคจิต) ก็พบว่า งานสีอะคริลิคก็น่าสนใจนะ โดยเฉพาะเมื่อเปิดไปเจอเวปที่เกี่ยวกับงาน Folk Art
จำได้ว่า เมื่อกันยายนที่ผ่านมา ตอนเดินชมวิวอยู่ที่เมืองท่องเที่ยว Banff ใน Calgary แคนาดา เห็นภาพเขียนแนวนี้ยังถ่ายรูปมาเลย น่ารัก ซื่อๆ ง่ายๆ (ดูจากภาพ) เออ เราก็น่าจะเขียนได้ ตรงกับความสามารถทางศิลปะที่มีอยู่น้อยนิดของเราพอดี
พอได้คิดดังนั้น ก็ชวนแฟนไปชอป หมดไปหลายพันบาทสำหรับลอทแรก แล้วก็ซื้อเพิ่มมาเรื่อยๆ กะว่าอีกซักสิบปีฝีมือคงจะดีขึ้น อีกอย่าง จะได้ไม่ต้องคิดเรื่องที่ทำงานให้ปวดขมอง เพียงสองเดือน รูปเขียนเต็มบ้านไปหมด แล้วในที่สุด ก็หมดแรง ขอพักซักระยะ เดี๋ยวค่อยเขียนใหม่ ต้องหาแรงบันดาลใจอีกเฮือก
ตอนแรกๆ ที่ชอป ก็พอดี B2Sเขาโปรโมชั่นลดราคาเครื่องเขียน แต่ก็ยังแพงกว่าที่ ม.ศิลปากรเยอะ พอดีอ่านเจอในเวป เลยไปดู เป็นร้านเล็กๆ หาไม่ยาก ของถูก สีถูกกว่าข้างนอก ผ้าใบอย่างดี แต่งานเก็บไม่ค่อยเนี๊ยบเท่าไหร่ พอใช้ได้ เป็น Canvas แท้ ใครสนใจก็แนะนำนะ ส่วนที่หน้าไทยวิจิตร ก็ไม่ถูกกว่าห้างเท่าไหร่ ไปศิลปากรดีกว่า สีหลอดนึง ต่างกันเกือบ 30บาท คิดดูละกัน





























































เพิ่มรูปภาพ

ทำพาสปอร์ตที่เซ็นทรัลบางนา

Making Passport at Central Bang Na
ตั้งใจว่า ปีหน้า จะไปเยือนเมืองหนาวกับแฟนให้ได้ ตอนแรกก็วาดวิมานไว้สวยหรูว่าจะไปยุโรป พอเช็คราคาทัวร์ อืม 60,000 บาท ขึ้น สองคนก็แสนสาหัส เลยเปลี่ยนใจ ไหนลองคำนวณดูสิว่า ถ้าไปเอง เลือกประเทศเดียวจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ ภาษาไม่ใช่ปัญหา แต่ตังค์นี่สิ รำเค็ญ กดเครื่องคิดเลขไปมาหลายรอบหลังจากหาข้อมูลจากหนังสือเที่ยวไม่ง้อทัวร์ จากเน็ต อืม ก็ไม่แพ้กัน ต่อให้พักบ้านเยาวชนก็เหอะ ไม่ต่ำกว่า 50,000 บาทอยู่ดี แถมอาจเหนื่อยแสนสาหัส เพราะต้องเดินเยอะ น้องๆ เล่าว่า ไปเที่ยวเองที่ฮ่องกง เดินจนเล็บหลุด จึ๋ย ไม่เอาดีกว่า เพราะเรามันก็แก่เกินไปที่จะทนลำบากขนาดนั้น แต่ถ้าไม่ไปตอนนี้ ก็ยิ่งแก่เข้าไปอีก จะสนุกอะไรล่ะ จริงมะ
เอ้า เอาใหม่ ปรับเข็มทิศมาอยู่แถบเอเซียบ้านเราดีกว่า เห็นว่าเกาหลีฮิตกันจัง ไปมาแล้วหนึ่งรอบก็งั้นๆ ถามแฟนเรา เขาก็ส่ายหน้า ไม่อาว ไม่อยากไปแบบนั้น ไม่ชอบ ก็แหงล่ะ ก็เล่นโฆษณากันหราว่า ไปดูสถานที่ถ่ายทำภาพยนต์เรื่อง Winter Love Song งี้ ตามหาหัวใจอะไรแบบนี้ ผู้ชายแท้ๆ ที่ไหนจะไปชอบเล่า อันนี้ก็พอเข้าใจ
ญี่ปุ่น อยากไปญี่ปุ่น ด้าย แต่เดี๋ยวก่อนราคาตั๋วไหงมันเกือบๆ ไปยุโรปเลยล่ะ ไม่เอาๆ เราไม่อยากไปอีก 2 รอบก็เกินพอ ทุกอย่างแพง ผู้ชายหน้าตาประหลาด คิ้วบ้าง บาง งั้นไปเมืองจีนดีกว่ามั้ย ไปดู หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัสจรรย์ของโลก กำแพงเมืองจีน คราวนี้ ชายแท้อย่างเขา เอาด้วย สงสัยอยากกลับไปหาบรรพบุรุษ อิอิ
สรุปว่า ปีหน้า ปลายเดือนมกราคม เราจะไปปักกิ่งกัน ที่เลือกปลายเดือนเพราะเขาต้องรอปิดต้นฉบับให้เสร็จ เราจึงมีเวลาแค่ช่วงนั้นจริงๆ เลือกแล้วว่าจะไปซัก 6 วัน 5คืน ไปทั้งที่ต้องให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ ไปแป๊บๆ จะไปได้อะไร อุณหภูมิที่เช็ค ช่วงนั้นก็น่าจะติดลบ สิบ เหอ เหอ สุดๆ ไปเลยพี่
วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เราสองคนจึงลางานเพื่อไปทำอีพาสปอร์ตเล่มใหม่กัน ที่เซ็นทรัลบางนา เช็คในเวป บอกว่าอยู่ชั้น 5 แต่พอไปจริงๆ เห็นป้ายติดอยู่ที่ชั้น 1 แต่มุมไหนของห้างก็ไม่รู้ เดินถามมันไปเรื่อยๆ เหมือนอยู่ในเขาวงกต เข้าหน้าห้าง ออกไปยังลานจอดรถ เดินลัดเลาะไปทางซ้ายตามที่เขาชี้มา พยายามหาทางขึ้นลิฟท์ เพราะตอนนั้นยังคิดว่าอยู่ที่ชั้นห้า แต่ในที่สุดถามยาม จึงรูว่าอยู่ติดกับไปรษณีย์ ชั้น 1 นั่นแหละ
10 โมงครี่ง โอโห คนเยอะแฮะวันนี้ สงสัยคิดเหมือนกัน เพราะเป็นช่วงเทศกาลท่องเที่ยว เราสองคนได้บัตรคิวที่ 467 กับ 468 เอกสารที่ต้องใช้มีน้อยมาก บัตรประชาชนใบเดียวครับพี่ แต่ถ้าใครใช้บัตรข้าราชการที่บัตรประชาชนหมดอายุ เขาจะขอดูพาสปอร์ตเก่าด้วย พอดีเราอยู่ในเคสหลัง เราเอาพาสปอร์ตเล่มน้ำเงินติดตัวไป เลยหมดปัญหา รอคิวอยู่ประมาณ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ก็ถูกเรียกพร้อมกันเป็นกลุ่มใหญ่
ข้างในมีเจ้าหน้าที่บริการมากถึง 30 โต๊ะ ยื่นเอกสารบัตรคิว เช็คประวัติ สแกนนิ้วชี้ 2 ข้าง เจ้าหน้าที่ก็บอกให้เช็คสภาพตัวเองซะ จากนั้นก็ถ่ายรูป แชะ เอ้ามาดูสิคะ ชอบมั้ย (ไม่ชอบ) แต่ก็รู้ตัวว่า ถ่ายใหม่ก็คงเหมือนเดิม เลยยอมรับสภาพ ให้ผ่านได้
รับเอกสารมา สองใบ เดินไปจ่ายเงินที่เคาเตอร์สีน้ำเงินด้านนอก 1000 บาท สำหรับค่าอีพาสปอร์ต 35บาท ค่าไปรษณีย์จัดส่งไปให้ที่บ้าน (มิน่าล่ะ ถึงได้อยู่ติดกับไปรษณีย์ ตรรกกะ มันเป็นเช่นนี้เอง) รับใบเสร็จ มาสองใบ แค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อย ทันเที่ยงพอดี แป๊ะ